Monday, 12 July 2010 15:58

เจ้าหน้าที่ศูนย์เมอร์ซี่และดำรงตำแหน่งประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อ เอชไอวี /เอดส์แห่งประเทศไทย

apiwathomecare

พ่อแม่ของผมหย่าร้างกันตั้งแต่ผมยังเล็ก  ทำให้ทั้งสองไม่สามารถเลี้ยงดูผมได้ ผมถูกส่งไปอยู่กับพ่อแม่อุปถัมภ์ ซึ่งมอบทั้งรักและดูแลเอาใจใส่ผมเป็นอย่างดีอย่างไรก็ตาม ผมก็ขาดความอบอุ่นจากพ่อแม่แท้ๆของผม

เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ผมก็เกเรตามประสาวัยรุ่น แต่ไม่ได้ทำความเดือดร้อนเสียหายอะไร ไม่มีใครสอนเรื่องเอดส์ ผมไม่รู้ว่าเอดส์คืออะไร เมื่อผมเป็นผู้ใหญ่ ผมมีอาชีพขายเสื้อผ้าเป็นของตนเอง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมมีความสุขที่สุด การค้าขายประสบความสำเร็จและผมก็มีรายได้ดีพอสมควร

ผมไม่เคยนึกคิดว่า เอดส์ จะเข้ามาในชีวิตของผม ผมไม่เคยคิดว่าผมอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคร้ายนี้ สำหรับผม การมีเพศสัมพันธ์ก็คือ ความรักและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน  เมื่อมีเพศสัมพันธ์ผมจึงไม่เคยคิดจะป้องกัน ผมไม่คิดเลยว่า ผมจะติดโรคร้ายจากคนที่ผมรัก ช่วงนั้น ผมทราบว่ามีการรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์ แต่ผมไม่สนใจเพราะผมมั่นใจว่าโรคร้ายนี้จะไม่กล้ำกรายเข้ามาในชีวิตของผมอย่างแน่นอน

แล้ววันหนึ่ง ผมก็ป่วยด้วยโรคฉวยโอกาส มันทำให้ผมหมดสติไปและผมไม่สามารถช่วยตัวเองได้เลย ผมถูกนำไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ การรักษาครั้งนั้น ทำให้สภาพร่างกายของผมทรงอยู่ แต่ทางโรงพยาบาลพบว่าผมเป็นโรคเอดส์ระยะสุดท้ายและแจ้งข่าวร้ายนี้ให้ครอบครัวของผมทราบ ในตอนนั้น ค่ารักษาพยาบาลแพงมาก ลูกพี่ลูกน้องของผมคนหนึ่งบอกว่าไม่มีทางทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่เขาก็ให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อเจ้าหน้าที่ของศูนย์เมอร์ซี่ ช่วงนั้น ผมเครียดและกดดันมาก จนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ผมได้แต่รอวันตาย แต่มีสิ่งที่ผมยังภาคภูมิใจ คือครอบครัวอุปถัมภ์ของผม พวกเขาไม่เคยห่างผมเลย ทุกคนต่างให้กำลังใจผมตลอดระยะเวลา 2  ปี ที่ผมรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ผมไปอยู่ที่ศูนย์เมอร์ซี่ เพราะผมป่วยด้วยโรคเอดส์ระยะสุดท้ายแล้ว ตอนนั้นนัยน์ตาของผมบอดแล้ว ผมมีบาดแผลทั่วตัว มือและเท้า อ่อนปวกเปียกไม่มีแรง ผมช่วงตัวเองได้ไม่มากนัก ครอบครัวต้องการรักษาดูแลผม เขานำผมส่งไปที่ศูนย์เมอร์ซี่ ซึ่งไม่คิดค่ารักษาพยาบาลแต่อย่างใด ส่วนผมเองก็หวังที่จะตายอย่างสงบที่นี่

ทีมสุขภาพของศูนย์เมอร์ซี่ ช่วยให้ผมฟื้นจากสภาพช็อค หัวใจของผมหยุดเต้นไปแล้ว  2 ครั้ง ผมถูกนำส่งสถาบันบำราดฯ เพราะที่นั่นมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเอดส์ เป็นบุญของผม ผมได้พบแพทย์ในทันที่ แพทย์บอกว่านัยน์ตาของผมบอดเพราะฤทธิ์ของไวรัสและทำการรักษาทันที่ ทำให้ผมกลับมามองเห็นอีกครั้ง นัยน์ตาของผมไม่บอดแล้ว จากนั้น ผมก็ได้รับการรักษาโรคฉวยโอกาสต่างๆ จนกระทั่งผมหาย และกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติดังเดิม ผมรู้สึกถึงความรักมากมายจากครอบครัวที่มีต่อผม จากเจ้าหน้าที่ของศูนย์เมอร์ซี่ที่ไม่เคยรังเกียจหรือดูถูกดูแคลน แม้ว่าพวกเขาจะต้องดูแลผมที่มีบาดแผลเต็มตัว สิ่งเหล่านี้ สอนผมเกี่ยวกับครอบครัว ศูนย์เมอร์ซี่ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์พักฟื้นผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของผม ศูนย์เมอร์ซี่สอนให้ผมเห็นคุณค่าของตัวเอง สอนให้ผมรู้จักดูแลตัวเอง ในแต่ละวัน ผมเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์มากขึ้น เพื่อผมจะได้ช่วยผู้ป่วยคนอื่นให้มีชีวิตอย่างมีความสุขในสังคม

ผมมีความหวังที่จะนำความรู้และประสบการณ์ของผมไปช่วยผู้ป่วยรายอื่นๆ เพื่อให้เขาสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาและสามารถใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมต่อไป

ปัจจุบัน ผมดำรงตำแหน่งประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อ เอชไอวี/เอดส์ แห่งประเทศไทย

 


More Voices:

  • Bandit, age 32, Mercy Centre Counselor
  • Yorsaeng, age 33, member of Mercy Centre homecare team, mother of two infected children
  • Suwadee, age 43, Mercy Centre hospice caregiver
  • Thammarat, age 32, former drug user, member of Mercy Centre homecare team
  • Boat, age 11, a Mercy child, mother-to-child transmission
  • Cherry, age 13, a Mercy child, mother-to-child transmission
  •