Monday, 12 July 2010 16:01

เจ้าหน้าที่ประสานงานทีมเยี่ยมบ้าน

bandit

ในวัยเด็ก ผมไม่ค่อยได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่เท่าไร เพราะพ่อของผมติดเหล้า แถมยังเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง เขามีภรรยา   2  คน แต่ลูกๆก็ไม่เคยมีปัญหากับเขา เพราะพ่อเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว แต่เปัญหาก็เกิดอยู่เสมอ เวลาเขาดื่มเหล้าเมา เขาจะตบตีแม่และลูกๆ  ผมรู้สึกหวาดผวาทุกคืน ผมกลัวเขา เขาทำร้ายพวกเราทั้ง   5  คนเสมอๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าเขาตบตีพวกเราทำไม

มีสิ่งเดี่ยวทีทำให้ผมความสุข คือ การเรียน ผมเรียนจบมัธยมปลาย  ผมได้งานทำระหว่างเรียนและเก็บออมเงินได้ ผมได้แต่หวังว่า พ่อจะไม่ทำร้ายพวกเรา ผมทำงานเป็นผู้ช่วยแคชเชียร์ที่โรงแรมชั้นดีแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  ผมตั้งใจเก็บออมเงินไว้ เพื่อที่ผมจะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย การทำงานที่โรงแรมทำให้ผมมีเพื่อนหลายคน และเมื่อได้รับเงินค่าจ้าง เราก็จะออกไปเที่ยวกลางคืนกัน คนที่คบหา ก็เป็นเพียงเพื่อนข้ามคืน ทุกอย่างก็ไปจบลงที่โรงแรม ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโรคเอดส์ และผมก็ไม่รู้วิธีป้องกันตัวเอง

ในปี พ.ศ. 2541 มีการรณรงค์ค่อต้านโรคเอดส์ผ่านสื่อต่างๆอย่างกว้างขวาง ผมคิดว่าผมอาจจะตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ผมตัดสินในไปตรวจเลือดที่คลีนิคใกล้บ้าน เมื่อรู้ว่าติดเชื้อเอดส์ ผมรู้สึกว่าโลกทั้งโลกมันแตกสลายลง ผมคิดว่าตัวเองต้องตายแล้วแน่นอน ความหวังที่จะเรียน ชีวิตการงาน ทุกอย่างล่มสลาย ผมสับสนไปหมดและมองไม่ออกว่าอนาคตของผมจะเป็นอย่างไร ผมรู้สึกตระหนกและหวั่นไหว เมื่อมองดูรูปผู้ติดเชื้อที่ตีพิมพ์ในสื่อต่างๆ ผมนึกถึงสภาพตัวเองที่มีบาดแผลเต็มตัว ผอมหนังหุ้มกระดูก ตากลวงบุ๋มลึก ตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตาย

ผมตัดสินใจเก็บเรื่องการติดเชื้อไว้ไม่บอกใคร แต่หลังจากผ่านไป 3 ปี ผมก็ล้มป่วยด้วยโรคฉวยโอกาส ผมต้องออกจากงานและตัดสินใจบอกให้ครอบครัวรับรู้ ผมกังวลใจว่าครอบครัวของผมจะรับไม่ได้ แต่ผมคาดผิดถนัด เมื่อผมบอกให้รู้ว่าผมติดเชื้อ ทุกคนในครอบครัวยิ่งแสดงว่าเขารักผม พ่อไม่ตบตีทำร้ายผมเช่นที่เคย ทุกวันนี้ ทุกคนดีกับผมและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างปกติ สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึกผิด แต่ครอบครัวก็เป็นแสงสว่างสำหรับชีวิตของผม เพราะความรัก ความเอาใจใส่ของทุกคนในครอบครัวทำให้ผมดูแลตัวเอง ติดตามเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพร่างกายของผมอย่างต่อเนื่อง และไปพบแพทย์เป็นประจำมิได้ขาด

เป็นบุญของผม ที่เจ้าหน้าที่จากศูนย์เมอร์ซี่นำผมส่งโรงพยาบาล ผมได้พูดคุยกับเขาและสนใจที่จะทำงานที่ศูนย์เมอร์ซี่ ช่วงนั้นผมไม่มีงานทำ เมื่อได้มาทำงานที่ศูนย์เมอร์ซี่ ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ช่วยผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อได้ช่วยผู้ป่วยเอดส์ด้วยกัน ผมมีโอกาสร่วมการสัมมนาและช่วยให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์ งานที่ศูนย์เมอร์ซี่

ที่นี่ ไม่เพียงทำให้ผมมีอาชีพแต่เปิดโอกาสให้ผมได้สร้างบุญกุศล ผมภูมิใจที่ได้ทำงานที่ศูนย์เมอร์ซี่เพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านเอดส์ ที่ศูนย์เมอร์ซี่ เราไม่เพียงช่วยให้ข้อมูลและรักษาพยาบาล แต่เราช่วยผู้ป่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจและอารมณ์ที่ย่ำแย่ด้วย

ผมตั้งใจที่จะทำงานที่ศูนย์เมอร์ซี่ต่อไป เพื่อช่วยให้คำแนะนำผู้ป่วยเกี่ยวการรักษาดูแลตนเอง ให้พวกเขามีสุขภาพดีที่สุด ผมคิดว่าผู้ป่วยหลายคนขาดการดูแลรักษาต่อเนื่อง ด้วยสาเหตุหลายประการ อย่างหนึ่งก็คือผู้ป่วยเบื่อหน่ายกับระบบ ขั้นตอนต่างๆของโรงพยาบาล มีสถานพยาบาลน้อยแห่งที่ให้ข้อมูลครบเกี่ยวกับโรคเอดส์และการรักษาพยาบาล รัฐบาลช่วยค่ารักษาพยาบาลแต่ผู้ป่วยในชุมชนแออัดจำนวนมากไม่มีค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ผมมีความหวังว่าการทำงานของผมจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับข้อมูลดีขึ้น ได้รับคำแนะนำที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาและกระจายความรู้เหล่านั้นไปยังผู้อื่น ผมมีความหวังว่าเราจะสามารถสร้างเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกศูนย์เมอร์ซี่ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้เราสามารถช่วยผู้ป่วยติดเชื้ออย่างดีที่สุด

More Voices:

  • Apiwat, age 36, former Mercy Centre hospice patient, currently President, Thai Network of People Living with AIDS
  • Yorsaeng, age 33, member of Mercy Centre homecare team, mother of two infected children
  • Suwadee, age 43, Mercy Centre hospice caregiver
  • Thammarat, age 32, former drug user, member of Mercy Centre homecare team
  • Boat, age 11, a Mercy child, mother-to-child transmission
  • Cherry, age 13, a Mercy child, mother-to-child transmission
  •