Monday, 12 July 2010 16:10

เจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้าน  และแม่ของลูกชายติดเชื้อ 2 คน

yorsaeng

แฟนคนแรกของดิฉันมีอาชีพขับรถตุ๊กตุ๊กในภาคอีสาน ส่วนตัวดิฉันเองทำงานกับบริษัทขายเครื่องสำอางแห่งหนึ่ง งานทำให้ดิฉันต้องเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพกับต่างจังหวัดเป็นประจำ ดิฉันกับแฟนตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน เรามีลูกสาว  1  คน เวลาต้องเดินทาง ดิฉันก็จะให้ลูกสาวไปอาศัยอยู่กับพี่สาวของดิฉัน การแต่งงานของเราไม่ราบรื่น เพราะแฟนของดิฉันมีรายได้น้อยกว่าดิฉัน ซึ่งพ่อแม่ของดิฉันไม่ชอบ เพราะคิดว่าเขาจะไม่สามารถเลี้ยงดูดิฉันและครอบครัวได้ และเราก็ไม่ได้แต่งงานกันตามขนบธรรมเนียม ซึ่งทำให้พ่อแม่ของดิฉันไม่พอใจอยู่แล้ว ที่สุดเราก็แยกทางกัน

ดิฉันพบสามีคนที่สองเมื่อมาทำงานในกรุงเทพ เขามีอาชีพรับจ้างทำงานรายวัน และเขาติดยาเสพติด เมื่อได้งานประจำทำ การมีลูกคนแรก ทำให้เขาตัดสินใจเลิกใช้ยาเสพติด  ช่วงตั้งท้องดิฉันไม่ได้ทำงาน ดิฉันจึงไปอยู่กับครอบครัวพ่อแม่สามีที่ต่างจังหวัด เมื่อย้ายไปต่างจังหวัด ดิฉันได้ไปตรวจครรภ์ที่ศูนย์อนามัย ซึ่งศูนย์ฯ ต้องส่งเลือดไปตรวจที่โรงพยาบาลที่อยู่ไกลออกไป ช่วงนั้นเขาไม่สามารถแจ้งผลตรวจทางโทรศัพท์ จึงทำให้ใช้เวลานานมาก กว่าดิฉันจะรู้ผลตรวจนั้น

ดิฉันคลอดลูกชายและเลี้ยงเขาด้วยนมแม่ โดยที่ดิฉันไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ หลังจากคลอดแล้ว ดิฉันก็ต้องการทำงานอีก จึงเดินทางกลับมาที่กรุงเทพอาศัยอยู่กับสามีและได้งานใหม่ เมื่อดิฉันตั้งท้องลูกคนที่สองและไปตรวจครรภ์ ดิฉันจึงรู้ว่าตัวเองติดเชื้อเอดส์ ดิฉันกดดันและเครียดมาก และไม่ยอมพบหน้าใคร ดิฉันไม่อยากพูดจากับใครเพราะกลัวว่าเขาจะรู้ว่าดิฉันติดเชื้อ

ดิฉันกังวลใจเกี่ยวกับลูกชายคนแรกมาก เพราะดิฉันสังเกตเห็นปัญหาจากพัฒนาการของเขาและคิดว่าเขาอาจจะติดเชื้อเพราะดิฉันเลี้ยงดูเขาด้วย นมแม่ ตอนเขาอายุได้ 1 ขวบ เขามีอาการท้องเสียตลอดเวลา และเมื่อดิฉันพาเขาไปพบแพทย์ ก็พบว่าสิ่งที่ดิฉันกังวลก็เป็นความจริง ลูกชายคนแรกของดิฉันติดเชื้อ เมื่อดิฉันคลอดลูกคนที่สอง ดิฉันได้รับยาต้านไวรัส แต่ไม่เป็นผล ลูกชายคนที่สองของดิฉันก็ติดเชื้อ

เมื่อพบว่าทั้งดิฉันและลูกทั้งสองคนติดเชื้อ ดิฉันก็พยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์จากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ตอนนั้น ดิฉันยังไม่กล้าบอกให้ครอบครัวรู้ เนื่องจากกลัวว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับเราและทอดทิ้งพวกเราไป แต่ต่อมาครอบครัวก็สงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของลูกชายของดิฉัน และอีกอย่างหนึ่งดิฉันซื้อนมให้ลูกกินแทนการเลี้ยงด้วยนมแม่ เมื่อถูกถาม ดิฉันจึงบอกความจริงให้ทุกคนทราบ พ่อแม่ พี่น้องให้กำลังใจดิฉันอย่างมาก ทำให้ดิฉันมีความเข้มแข็งใช้ชีวิตต่อไป แต่เพื่อนบ้านของดิฉันต่างไม่ยอมรับ เขาสงสัยว่าทำไมดิฉันจึงซูบผอม และมีอาการของผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์ พวกเขาไม่ยอมพูดกับดิฉันหรือลูกๆอีก เราไปที่ไหนก็ไม่มีเด็กคนไหนอยากเล่นกับลูกของดิฉัน

ถึงแม้สุขภาพของดิฉันแย่ลง สามีของดิฉันก็ยังดูแลดิฉัน มีแต่ดิฉันเองที่ได้แต่โทษตัวเองที่ติดเชื้อเอดส์ ดิฉันไม่ยอมให้พี่น้องเข้าใกล้เพราะเกรงว่าเขาจะติดเชื้อไปด้วย วันหนึ่งดิฉันป่วยมากและมีพยาบาลจากศูนย์สาธารณะสุขใกล้บ้านมาเยี่ยมและแนะนำให้ดิฉันไปที่ศูนย์เมอร์ซี่เพราะที่นั่นเป็นศูนย์พักฟื้นผู้ป่วยติดเชื้อที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆและยังมีบ้านสำหรับเด็กติดเชื้อด้วย

แรกๆดิฉันไม่อยากอยู่ที่ศูนย์เมอร์ซี่เพราะจะต้องแยกจากลูกของดิฉัน แต่เนื่องจากสุขภาพไม่ดี ดิฉันจึงต้องเข้ามาอยู่ สามีของดิฉันต้องทำงาน จึงไม่มีใครดูแลครอบครัว จึงให้ลูกๆมาอยู่ที่บ้านเด็กเมอร์ซี่ เมื่อมาอยู่ที่ศูนย์เมอร์ซี่ดิฉันจึงได้รู้ว่าตนเองแพ้ยาต้านไวรัสเอดส์ ทำให้มีแผลผื่นคันทั้งตัว อีกทั้งดิฉันยังเป็นวัณโรคอีกด้วยทำให้ต้องแยกอยู่กับลูกๆ ดิฉันอยู่ในส่วนของผู้ป่วยขณะที่ลูกๆอยู่ที่ส่วนของเด็กๆ หลายครั้งดิฉันร้องไห้เมื่อได้ยินเสียงลูกๆร้องเสียงดังมาจากบ้านเด็ก เราแม่ลูกจะอยู่ด้วยกันเสมอ ดิฉันจึงเครียดและกดดันมากจนเกือบจะถอดใจอยู่แล้ว  แต่ช่วงเวลาอันเลวร้ายนั้นก็ได้ช่วยเปลี่ยนชีวิตของดิฉันด้วยเช่นกัน ดิฉันพูดคุยกับคนไข้รายอื่นๆที่อยู่เตียงข้างๆ พวกเขาถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลต่างๆ และบางคนมาจากชุมชน เราแลกเปลี่ยนประสบการแก่กันและกัน รวมทั้งข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและตัวยาที่เรากิน เราให้คำแนะนำและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ด้วยคำแนะนำของเพื่อนๆและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของศูนย์เมอร์ซี่ ดิฉันได้รับประทานตัวยาใหม่ จากนั้นสุขภาพของดิฉันก็ดีขึ้น หลังจากนั้นไม่นาน พยาบาลก็อนุญาตให้ดิฉันพบกับลูก

เรา 2 คนแม่ลูก ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและสุขภาพของลูกดิฉันก็ดีขึ้นมาก ดิฉันอยู่ที่บ้านเมอร์ซี่  2 ปี ก่อนที่จะกลับไปอยู่บ้านกับสามีตามเดิม

เมื่อกลับบ้านแล้ว ดิฉันก็พยายามศึกษาเกี่ยวกับโรคเอดส์ นับว่าเป็นบุญ ที่ดิฉันมีโอกาสเข้าร่วมทำงานในทีมเยี่ยมบ้านที่ศูนย์เมอร์ซี่ ทุกวัน ดิฉันพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ดิฉันมีความสุขกับการทำงานและมีความสุขที่ได้ช่วยผู้อื่น ดิฉันอยากใช้ประสบการณ์และความรู้ของดิฉัน ช่วยคนอื่นที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ เป้าหมายของดิฉันในปีหน้าคือช่วยชุมชนที่ยังไม่มีหน่วยงานเข้าถึง ดิฉันอยากช่วยเขาเปิดใจรับความจริงเกี่ยวกับโรคเอดส์เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุขและมีศักดิ์ศรี ดิฉันเองต้องการเห็นลูกทั้งสองของดิฉันเติบโตขึ้นไปด้วยเช่นกัน

บทเรียนที่ดีที่สุดของดิฉัน นั่นก็คือ อดีตของคนเราสามารถผิดพลาดได้ เราไม่แก้ไขมันได้ แต่เราสามารถคิดดี สามารถทำความดี และสามารถทำอะไรๆด้วยสติ ดิฉันอยากให้ผู้ป่วยติดเชื้อทุกคนเข้าใจว่าเขาไม่ได้ป่วยเป็นเอดส์เพราะทำบาป หรือเพราะได้ทำความผิดอะไร มันเกิดขึ้นเพียงเพราะเราอาจพลาดพลั้งไป  ไม่ว่าคุณจะมีความเป็นมาอย่างไร หากคุณทำตัวของคุณให้มีค่า คุณก็จะมีความสุข


More Voices: