Monday, 12 July 2010 16:25

เจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้าน

thammarat

เมื่อผมได้ยินข่าวเกี่ยวกับโรคเอดส์ ผมไม่เคยคิดว่าผมจะติดเชื้อ ผมเริ่มใช้ยาเสพติดเมื่ออายุ 14  ปี

ต่อมา ผมก็เริ่มใช้เฮโรอีนโดยการใช้เข็มฉีดยา

ผมไม่ค่อยใกล้ชิดกับพ่อแม่ ทั้งสองได้แยกทางกันตั้งแต่ผมอายุเพียง 3  ขวบ ผมจึงต้องไปอยู่กับป้า เพราะแม่ผมมีลูกหลายคนและต้องดูแลลูกด้วยตัวเองตามลำพัง

ผมกลับมาอยู่กับแม่ตอนผมเข้าเรียนระดับมัธยม แม่ออกไปทำงานแต่เช้าและกลับบ้านเมื่อผมเข้านอนแล้ว ผมจึงไม่ค่อยได้พบท่าน อาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยได้อยู่กับแม่ ผมจึงไม่สนิทกับท่าน ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเพื่อน เพื่อนของผมใช้ยาเสพติดและบางคนก็มีไว้ขายด้วย บางวันเมื่อผมกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้าน ผมจะเห็นพี่ชายของผมเสพยา ผมเลยอยากทดลองดูบ้าง เพราะอยากรู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรเวลาเสพยา  ผมทดลองสูบกัญชา ใช้มอร์ฟีนและเฮโรอีนจนกระทั่งผมเสพติด ต่อมาผมก็เริ่มขายยาเสพติดเพราะทำให้ได้เงินง่าย ไม่ต้องลงทุนมาก และได้เงินมากภายในเวลาอันรวดเร็ว ตอนนั้น ผมคิดแต่เพียงว่าผมไม่ต้องพึ่งพาใครแล้ว ผมได้เงินมากและก็ใช้จ่ายมาก อยากได้อะไรก็ซื้อได้ ผมมีเงินไปโรงเรียน จ่ายค่าเทอมเอง โดยไม่ต้องขอเงินจากแม่

หลังจากที่ผมใช้เข็มฉีดเฮโรอีนและเข้าอยู่ในธุรกิจค้ายาเสพติด ผมก็ยิ่งเสพติดหนักขึ้น ผมหยุดใช้มันไม่ได้ มีแต่ต้องการยามากขึ้น และมากขึ้น

ตอนผมอายุ  15  ปี ผมถูกตำรวจจับพร้อมกับคนอื่นๆอีกราว 30  คน  เราถูกขังรวมในห้องขังเดียวกัน ในนั้นเสพยากันทุกคน และบางคนมีเข็มฉีดยาซ่อนไว้ จึงแบ่งกันใช้เข็มฉีดยานั้น ผมคิดว่าผมติดเชื้อเอดส์จากที่นั่น

อายุ  16   ปี ผมถูกจับข้อหาจำหน่ายยาเสพติดและถูกส่งไปอยู่ในสถานพินิจ  เพราะผมถูกจับเป็นครั้งที่สอง เขาจึงนำเลีอดของผมไปตรวจ พยาบาลบอกว่าผมติดเชื้อเอดส์ ตอนนั้นไม่มีข้อมูลหรือคำแนะนำอะไรมาก ผมจึงไม่ได้สนใจอะไร คิดแต่เพียงว่าเอดส์ก็คือโรคที่มากับการเสพยา ผมแล้วก็ยังแข็งแรงดี จึงไม่ได้คิดอะไร

เมื่อออกจากสถานพินิจกลับมาบ้าน ผมก็ใช้ชีวิตตามปกติ ผมไม่มีงานอะไรทำ นอกจากขายยาเสพติด แต่ผมก็มีความสุขเพราะผมมีรายได้ ได้ใช้ยาเสพติด ผมถูกนำตัวส่งสถานพินิจ  2  ครั้ง

พออายุ   20  ปี ผมมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับแก๊งวัยรุ่นและได้รับบาดเจ็บ นิ้วขาดไปนิ้วหนึ่ง และถูกนำส่งโรงพยาบาล แพทย์ต้องทำการผ่าตัด เมื่อตรวจเลือด แพทย์ก็บอกว่าผมติดเชื้อเอดส์แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลหรือคำแนะนำอื่นใด เมื่อย่างเข้าอายุ  22  ปี ผมก็ข้องเกี่ยวกับยาเสพติดอีก ติดคุกและถูกนำส่งสถานบำบัดยาเสพติด ที่นั่นผมได้รับความรู้เกี่ยวกับเอดส์บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่า ที่สุดคนเราก็ต้องตายสักวัน

เมื่อผมถูกปล่อยตัวออกมาจากสถานบำบัด ผมได้งานเป็นเซลส์แมนในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผมเก็บเงินเพื่อลงทุนทำธุรกิจ  แต่ไม่สำเร็จ ธุรกิจขาดทุน ผมตกเป็นหนี้ จึงยืมเงินเพื่อนใช้ ช่วงนั้นยาบ้ากำลังเริ่มแพร่หลายในประเทศไทย ผมจึงกลับไปใช้วิธีแบบเดิมโดยการขายยาบ้า  ผมคิดว่าคงเป็นวิธีที่ดีที่ผมจะสามารถใช้หนี้ได้

หลังจากทำไปได้ประมาณ  1  ปี ผมก็ถูกจับติดคุกอีก คราวนี้ผมถูกส่งไปยังเรือนจำลาดยาว ที่นั่นนักโทษส่วนใหญ่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ผมมีเรื่องกับนักโทษคนหนึ่ง หัวแม่เท้าผมหักและถูกนำส่งโรงพยาบาล คราวนี้แพทย์อธิบายให้ผมเข้าใจเกี่ยวกับเอดส์และสอนให้ผมรู้จักวิธีดูแลตัวเอง

ผมถูกจำคุกอยู่  2  ปี และได้รับการปล่อยตัวตอนอายุ  24  ปี เมื่อออกมาแล้วผมก็ยังกลับไปใช้ยาเสพติดอีกแต่คราวนี้สภาพจิตใจของผมไม่มั่นคง ผมเบื่อง่ายและรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ผมได้งานทำแต่สุขภาพของผมเริ่มทรุดโทรมลง ผมป่วยและถูกนำส่งโรงพยาบาลบ่อยครั้ง ช่วงนั้นผมอาศัยอยู่กับพี่สาว ซื่งดูแลช่วยเหลือผมเสมอ เขาเอาใจใส่ผมตลอดเวลา ค่ารักษาพยาบาลของผมแพงมาก ผมรู้สึกสิ้นหวังและใกล้ตาย ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

แต่แล้วชีวิตของผมก็เปลี่ยนไป เมื่อพี่สาวได้ข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์เมอร์ซี่ซึ่งดูแลผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์ นักสังคมสงเคราะห์ที่โรงพยาบาลคนหนึ่งแนะนำให้เพื่อนชายของพี่สาวของผมติดต่อกับศูนย์เมอร์ซี่ เพราะที่นั่นเขาช่วยผู้ป่วยฟรีไม่คิดค่าใช้จ่ายอะไร ซึ่งผมก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ผมบอกเขาว่า “จะเอาผมไปอยู่ที่ไหนก็ไป ผมใกล้จะตายอยู่แล้ว” ที่ศูนย์เมอร์ซี่ ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ดูแลผู้ป่วยทุกคนเสมือนญาติของตนเอง ผมถามตัวเองว่าจะถอดใจหรือว่าจะลุกขึ้นและสู้ชีวิตต่อไป ผมหวนกลับไปคิดถึงชีวิตของตนและคิดว่าผมเห็นแก่ตัวมาก ไม่เคยสนใจใครนอกจากตัวเอง ผมมองเห็นคนที่นอนอยู่บนเตียงข้างๆผม เขาพยายามต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป ที่สำคัญผมพบว่าตัวผมยังมีชีวิตอยู่

ผมได้รับการรักษาวัณโรค เพี่อนๆของพี่สาว เพื่อนๆของผม คนไข้รายอื่นๆและเจ้าหน้าที่ของศูนย์เมอร์ซี่ ต่างก็ให้กำลังใจผม ทำให้ผมอยากต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป หลังจากรักษาตัวอยู่ที่ศูนย์เมอร์ซี่ได้  2  ปี ผมได้เข้าโครงการรับยาชุดต้านไวรัสเอด ซึ่งทำให้สุขภาพของผมดีขึ้นมาก ผมสามารถมีชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง ผมกลับไปทำงานได้  8  เดือน ศูนย์เมอร์ซี่ก็ชักชวนให้ผมมาทำงานกับทีมเยี่ยมบ้าน ผมมีความต้องการที่จะช่วยให้ผู้ติดเชื้อได้รับความรู้ด้านเอดส์อยู่แล้ว ผมจึงไม่ปฏิเสธที่จะรับงานนี้

จากการทำงานเยี่ยมบ้าน ผมพบว่าผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์ที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดต้องประสบกับปัญหาอุปสรรคมากมายในการขอรับความช่วยเหลือ จากภาครัฐ พวกเขามีความรู้เพียงเล็กน้อยในการป้องกันโรดเอส์และการดูแลรักษา ผู้ป่วยจะเบื่อหน่ายกับระบบบริการในโรงพยาบาลของรัฐ เพราะต้องเข้าคิวรอคอยเป็นเวลานานทั้งวัน หลายคนจึงเลือกที่จะไม่ไปรักษา  ผมหวังว่าสักวันหนึ่งโรงพยาบาลจะสามารถให้บริการแบบ ”ได้รับทุกอย่างครบ ในการไปโรงพยาบาลครั้งเดียว “ ( one stop service )  ผู้ป่วยหลายคนเห็นว่า โรงพยาบาลต่างๆ  มุ่งหากำไรมากกว่าจะสนใจในสุขภาพของผู้ป่วย บางโรงพยาบาลมีกฎที่ทำให้คนไข้ไม่สามารถรักษาต่อเนื่องได้

ผมหวังว่าสักวันหนึ่งผู้ติดเชื้อ HIV จะสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติในสังคมร่วมกับผู้อื่น โดยไม่ถูกแบ่งแยก กีดกัน หรือดูถูกเหยียดหยาม

สำหรับตัวผม จะพยายามทำสิ่งต่างๆอย่างดีที่สุด  “ เราไม่สามารถเปลี่ยน หรือแก้ไขสิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่เราสามารถเลือกใช้ชีวิตต่อไป อย่างมีศักดิ์ศรีได้ “ ผมต้องการทำงานอย่างดีที่สุดและช่วยเหลือผู้ป่วยให้มากที่สุด ผมหวังที่จะเห็นโครงการนี้ขยายงานออกไปเพื่อช่วยแก้ปัญหาทางจิตใจและแก้ปัญหาทั้งความต้องการด้านการเงินและสภาพแวดล้อม

ผมใช้เวลานานมาก ในการที่จะเรียนรู้ ว่าความรักและความอบอุ่นในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  สิ่งนี้เป็นประสบการที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ผมได้บทเรียนนี้จากผู้ที่อยู่รอบข้างตัวผมในศูนย์พักฟื้นผู้ป่วยของศูนย์เมอร์ซี่ ความช่วยเหลือจากผู้อื่นสอนผมให้รู้ว่า ความรักในครอบครัวและเพื่อนเป็นยารักษา ที่ดีที่สุดในโลก


More voices:

  • Apiwat, age 36, former Mercy Centre hospice patient, currently President, Thai Network of People Living with AIDS
  • Bandit, age 32, Mercy Centre Counselor
  • Yorsaeng, age 33, member of Mercy Centre homecare team, mother of two infected children
  • Suwadee, age 43, Mercy Centre hospice caregiver
  • Boat, age 11, a Mercy child, mother-to-child transmission
  • Cherry, age 13, a Mercy child, mother-to-child transmission
  •