วันจันทร์, 11 เมษายน 2554 05:20

illustration by K.Dhee
By Father Joe Maier, C.Ss.R.
Published, Bangkok Post, April 10, 2011

Violence and mayhem don’t just happen in our slums.  It’s not how we handle our affairs. When it does, it’s almost always from outside causes.

This was the case for Klong Toey's Khun Dhee, whose life descended into mayhem during the red shirt demonstrations two years ago

He was hit by shrapnel from an old tear-gas canister during a fracas. Its effects are insidious: you can't breathe; smoke sears your lungs, your eyes, the chemicals mixed in with the shrapnel burns deep to scar, maim and cause wounds that won't heal.

Dhee, an artist and portrait painter in Klong Toey bore the entire vicious brunt of the tear-gas grenade. Shrapnel tore his right lung, bruised and cracked some ribs, breaking one, and mangled his right hand. A couple of pieces of shrapnel penetrated his chest and throat, bringing him to his knees.

He kept his head back to make it easier to breathe and clasped his good hand to his throat, trying to ease the pain. He never lost consciousness during those first few minutes and kept a tight grip on his motorcycle key with a sacred image attached.

อ่านเพิ่มเติม...

วันอาทิตย์, 06 มีนาคม 2554 04:57
Holding on to Pride and Hope
Bu Breo has been broadsided by the realities of growing up in Klong Toey's Slaughterhouse slum, but somehow she's managed to steer her 10-year-old son toward a brighter future

By Fr. Joe Maier, C.Ss.R., published in Bangkok Post, Spectrum, March 6, 2011

She still hangs on to that old photograph, faded and wrinkled after 25 years, of the cab of a long-haul truck. Dad's at the wheel and mum's snuggled beside him holding their baby, Bu Breo. Now 27 and with a 10-year-old son of her own, Ms Bu Breo phones her father often - says he's a gruff dad.

Before the troubles all those years ago, her mother rode with her father everywhere - riding shotgun. Mum said that her talking kept him from dozing off at the wheel. He didn't need ya ba to stay awake.

Recently, Bu Breo rode with her father again on a long-haul run. It was the first time for her son, Prab Pram. It was also the first time the boy had met his grandfather. Prab Pram boasts that he didn't get motion sickness and it was the first time he had been out of the "Slaughterhouse" Klong Toey slum for more than a few hours.

Bu Breo took him along because she was afraid she would go to prison, again, and her son - her only hope – would be abandoned, as she had been when her mother went to prison. She wanted him to know his grandpa, who would surely take care of him, and send him to the best school he could. He's in Grade 4 now, an honour student.

อ่านเพิ่มเติม...

วันพุธ, 22 ธันวาคม 2553 11:11

Christmas Story Illustration

วันนี้เป็นวันคริสต์มาส ณ ชุมชนแออัดย่านคลองเตย พวกเราได้พยายามและทุ่มเทกันมาตลอดทั้งปีเพื่อตามหาพ่อแม่ของเด็กที่ถูกทอด ทิ้งเหล่านี้ เด็กๆที่มีศูนย์เมอร์ซีเป็นเหมือนบ้านของพวกเขา บ้านเพียงหลังเดียวที่เขาจำได้ พวกเขาอยากรู้ว่าตนเองมาจากไหน อยากมีความทรงจำในอดีตเหมือนคนอื่นๆ แม้จะเป็นความจริงอันเจ็บปวดและไม่น่าชื่นชมยินดีเลย แต่ถึงอย่างไรมันก็จะทำให้พวกเขาสามารถเล่าเรื่องราวของตนเองได้ และมีโอกาสได้กลับไปที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของเขา แม้จะเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆก็ตาม การตามหาบ้านที่แท้จริงของเด็กๆโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอันห่างไกลนั้นช่าง เป็นงานที่ยากลำบากจริงๆ และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกันที่จะต้องตามหาพ่อแม่ของเด็ก ซึ่งไม่อยากเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความพยายามและตั้งใจจริงก็ทำให้พวกเราประสบผลสำเร็จมาแล้วหลายต่อหลาย ครั้ง

หากจะเปรียบก็คงเหมือนครอบครัวของพระเยซูคริสต์ที่ได้เดินทางออกจาก อียิปต์ เพื่อกลับบ้านของตน การเดินทางอันยาวไกลจากอียิปต์มุ่งหน้าสู่เมืองกาลิลีด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น งดงามแม้จะต้องเจ็บปวดและพบกับภยันอันตรายหลายต่อหลายครั้ง เช่นเดียวกับเราที่จะได้กลับบ้านในวันคริสต์มาสนี้

 และเนื่องจากวันนี้เป็นวันคริสต์มาสเราจึงขอถ่ายทอดเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์ดังต่อไปนี้

นี่เป็นเรื่องราวของโจเซฟ มารี และลูกน้อย...พระเยซูคริสต์  โจเซฟมีอาชีพเป็นช่างไม้รับจ้างเดินทางไปมาระหว่างหัวเมืองต่างๆในอียิปต์ เพื่อหางานทำเลี้ยงชีพ รับงานก่อสร้างทั้งงานไม้และงานหิน  ตามตำนานเล่าว่าโจเซฟและครอบครัวต้องหลบหนีออกจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมือง หนึ่งอยู่เสมอ สาเหตุก็เป็นเพราะทุกครั้งที่พวกเขาเดินผ่านรูปปั้นใดๆ ก็มักจะทำให้รูปปั้นเหล่านั้นพังทลายลงมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่ในขณะที่ผู้คนเหล่านั้นรู้สึกไม่พอใจและตามไล่ล่าครอบครัวของโจเซฟ แต่ฉันและคนอื่นๆที่กลับรู้สึกชื่นชมยินดี เพราะโจเซฟและครอบครัวได้ทำให้ดินแดนต่างๆที่พวกเขาเดินทางผ่านกลายเป็นสถาน ที่แห่งพระพร และอียิปต์เองก็ได้กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วยเหตุผลนี้

 เป็นเวลากว่าสองปีที่พวกเขาต้องคอยหลบหนีเอาชีวิตรอด เป็นเวลากว่าสองปีแล้วนับจากคืนแห่งความตาย ณ เมืองเบธเลเฮม คืนวันนั้นที่พระเยซูคริสต์ได้ถือกำเนิดขึ้น

 ในคืนนั้นทูตสวรรค์ได้บันดาลให้โจเซฟฝันถึงเหตุการณ์อันเป็นนิมิต เตือนให้รู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น  ขณะเดียวกันเฮโรดผู้ชั่วร้ายก็ได้ส่งลูกน้องที่โหดเหี้ยมที่สุดของตนให้มา ฆ่าพระเยซูคริสต์น้อยที่เพิ่งลืมตามาดูโลก ในตอนนั้นพระนางมารีก็ตื่นขึ้นด้วยสัญชาติญาณแห่งความเป็นแม่ จูบลูกน้อยเบาๆเพื่อปลุกให้ตื่น แล้วค่อยๆหนีออกมา ณ ช่วงเวลาแห่งความมืดมิดยามเที่ยงคืน ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและเสียงตะโกนแห่งความหวาดกลัว ในฝันของโจเซฟนั้น มีเสียงบอกเขาว่า “จงพาแม่ลูกคู่นี้ไปยังอียิปต์”

ตามตำนานเก่าแก่แห่งคริสต์ศาสนานั้นเล่าว่า ครอบครัวของโจเซฟออกเดินทางออกมาตามลำพังในคืนนั้น ไปตามเส้นทางที่เสี่ยงอันตรายในทะเลทรายเนเกฟ ด้วยความเชื่อและศรัทธาในพระเจ้า โดยมีดวงดาวเป็นผู้นำทาง หากจะเลือกใช้เส้นทางปกติที่ผ่านกาซ่า ก็กลัวว่าจะมีทหารที่กษัตริย์เฮโรดส่งมา ยืนถือดาบรอพวกเขาอยู่

เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนนับตั้งแต่วันที่โจเซฟเริ่มออกเดินทางจนเข้าสู่ อียิปต์ พวกเขาเปรียบเหมือนนักเดินทางแปลกหน้า อยู่ในดินแดนแปลกถิ่น ที่ตนไม่เคยรู้จัก โจเซฟและครอบครัวเดินทางไปเรื่อยๆด้วยความระมัดระวัง และไม่ไว้ใจผู้ใด

และในวันนี้ ถือเป็นวันครบรอบสองปีนับตั้งแต่วันประสูติของพระเยซูคริสต์ และแม้เวลาจะผ่านไปอีกหลายศตวรรษ ผู้คนก็ยังระลึกถึงความสำคัญของวันๆนี้ และเรียกว่าเป็นวันฉลองคริสต์มาส แต่ ณ คืนนั้น โจเซฟและครอบครัวยังเดินทางต่อไปตามลำพัง ไม่มีทูตสวรรค์มาขับขาน ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าบนสวรรค์ ไม่มีคนเลี้ยงแกะ ไม่มีโหราจารย์ทั้งสามที่นำทอง กำยาน และมดยอบมามอบให้เป็นของกำนัลแก่ทารกน้อย

โจเซฟไม่มีทั้งเงิน ไม่มีทั้งบ้าน เขาและครอบครัวต้องอาศัยที่พักคนงานใกล้ๆไซต์งานก่อสร้างเป็นที่พักชั่ว คราว  และเนื่องจากเขาไม่ใช่ชาวอียิปต์ จึงเป็นได้เพียงเป็นคนงานนอกเวลา คอยเสริมตำแหน่งที่ยังว่างและขาดคน ไม่มีอัตราค่าจ้างที่แน่นอน นอกจากเท่าที่นายจ้างจะให้เท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไร จงยิ้มไว้...โจเซฟ...คนต่างถิ่นในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ชาวต่างชาติที่มารับจ้างเป็นคนงานก่อสร้างในเขตทหารของอียิปต์หรือโรมัน

โจเซฟเดินทางมุ่งหน้าไปยังกรุงไคโรเก่า ที่ซึ่งอีกหลายร้อยปีหลังจากนั้นจะถูกบูรณะและสร้างขึ้นใหม่ กลายเป็นกรุงไคโรอย่างในปัจจุบัน  กรุงไคโรเก่าตั้งอยู่ในแม่น้ำไนล์ โจเซฟเคยได้ยินมาว่าที่นั่นมีงานประจำให้กับช่างไม้มืออาชีพอย่างเขา ตำนานหลายฉบับที่เล่าต่อกันมายืนยันตรงกันว่าโจเซฟและครอบครัวตัดสินใจอาศัย อยู่ที่กรุงไคโรเก่าต่อไปอีกสองสามปี ด้วยการรอคอย และสวดอ้อนวอนให้ทูตสวรรค์มาบันดาลให้เกิดความฝันกับเขาอีกสักครั้ง โจเซฟเฝ้ารอนิมิตที่จะบอกให้เขารู้ว่าถึงเวลากลับบ้านแล้ว

ตามตำนานกล่าวว่า หลังจากนั้นต่อไปอีกห้าปี ขณะที่ยังอยู่ในอียิปต์ โจเซฟได้ฝันถึงนิมิตบอกเหตุอีกครั้ง ในฝันนั้นกษัตริย์เฮโรดผู้โหดเหี้ยมได้สิ้นพระชนม์ลง พระนางมารีเองก็ได้ยินข่าวลือเรื่องนี้มาจากตลาดเช่นเดียวกัน

โจเซฟและมารีปรึกษากัน และสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาได้ข้อสรุปว่าถึงเวลาแล้วที่น่าจะพาลูกกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย บ้านในกาลิลี บ้านของพวกเขา ญาติพี่น้อง และบรรพบุรุษ

 การเดินทางกลับสู่บ้านในกาลิลีใช้เวลาอีกหนึ่งเดือน พวกเขานั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำไนล์ ขี่ลา แล้วเดินเท้าต่อไปอีก โจเซฟและครอบครัวยังคงเดินทางด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เลือกใช้เส้นทางอ้อม แทนที่จะผ่านเมืองใหญ่อย่างเยรูซาเล็ม หรือนาซาเร็ธ จนมาถึงบ้านในที่สุด ทันทีที่ญาติพี่น้อง และสมาชิกในครอบครัวได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง ทุกคนต่างก็ซาบซึ้ง ร้องไห้ด้วยความปลื้มปิติ แล้วผลัดกันเล่าเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมาของแต่ละคน ใครจากไป ใครมีสมาชิกใหม่ในครอบครัว พวกเขาเหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งหลังจากที่ต้องจากกันไปถึงหกปี

 และเราขอใช้เรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์นี้เพื่อต้อนรับพวกคุณทุกคนที่มา เยือน ยินดีต้อนรับสู่บ้านเมอร์ซีอีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่า “ศูนย์เมอร์ซี บ้านแสนวิเศษของพวกคุณ” แห่งนี้ คือ สถานที่แห่งความทรงจำที่เต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจของคุณทุกคน ความทรงจำอันแสนหวานที่มักมีความทุกข์เจือปนอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ขอให้เราทุกคนจงกลับบ้านของตน จากที่ๆพวกคุณอยู่ และที่นี่บ้านของพวกเรา หากโชคดี เราอาจได้พบโจเซฟ พระนางมารี และพระเยซูคริสต์พระองค์น้อย กำลังก้าวเดินไปตามทาง หรือคุณอาจได้พบเด็กที่ถูกทอดทิ้งอยู่ข้างถนน บางทีพวกเขาอาจเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระเยซูคริสต์ก็ได้ จงกอดพวกเขาไว้ แล้วอวยพรให้เขามีความสุขในวันคริสต์มาสนี้

วันอาทิตย์, 03 ตุลาคม 2553 02:50
By Father Joe Maier, published October 3, 2010, Bangkok Post
Warning of the Jing-Jok

On an evening some time ago as young Yor Saeng left her home in Issan to catch the overnight bus to Bangkok, a jing-jok (small lizard) made its "tak-tak" sound at her. Her Momma shuddered: "Girl, that creature is warning you. Make a 'tak-tak' sound back to thank the jing-jok and change your clothes so the naughty mischievous spirits won't recognise you."

But Yor Saeng only laughed. Her name means something like "the beauty of a temple with a grove of sacred trees under a Northeast pre-dawn sky". And she's a Star. No doubt about that. That's a short step below Heroine.

Stars are tough survivors with a beauty about them. Also warts, wrinkles thrown in, with mud from the rice fields between their toes.

She was the baby of the family: the ninth child. Attended the village school and worked the fields with Momma and the family. Daddy died when she was five. She was 12 that night she shrugged off the jing-jok's forewarning and climbed on the bus to Bangkok to live with an older sister and work in her noodle shop.

 

อ่านเพิ่มเติม...

วันอังคาร, 17 สิงหาคม 2553 05:26

Keynote Address, International Korczak Conference, Aug. 6, 2010, Tokyo Japan

To be here today, of course I had to ask permission from all our children in our Janusz Korczak School in the Klong Toey slums of Bangkok, especially the ones in their early teens, both boys and girls; because in many ways, they are more fragile and vulnerable, and bruise more easily than the smallest and youngest.  The younger ones hurt for the moment, the older ones hurt for a lifetime.

I come before you from Bangkok with a nearly impossible task.

To imagine that Dr. Janusz Korczak is sitting here in the front row, listening to what all of us are saying. 

And of course, he is here in spirit.

I am here to give you a message from our children: the Janusz Korczak children of the Klong Toey slums of Bangkok.

And if my message rings true and clear – and you can hear the voices of our children - then I know Dr. Janusz approves, and more important, our children approve. And if our children approve, then the children of the whole world approve.

Our Children: (slide show)

These are our children, formerly street kids, used and abused thow-aways who live with us as family.

Our children have several messages: 

First, they wish to say, “We the Janusz Korczak children of Klong Toey are okay.  Not perfect.  Not 100%, but doing okay – and we hope that you are okay.”  And from the younger ones… they ask, “Do you know how to play ‘Rock-Paper-Scissors’ and how many times can you skip rope without missing a step?” 
And so the children ask you, do your children do this?

I do not come bringing a magical formula for protecting children – only a message from our children. But maybe it is magic:

อ่านเพิ่มเติม...

วันอาทิตย์, 25 กรกฎาคม 2553 06:58

RIP Khun Vinai, their daddy, dead from booze at 47. Husband of their momma Ms Dhang, five years now in prison for drug possession and distribution.

อ่านเพิ่มเติม...