วันอาทิตย์, 06 มีนาคม 2554 04:57
Holding on to Pride and Hope
Bu Breo has been broadsided by the realities of growing up in Klong Toey's Slaughterhouse slum, but somehow she's managed to steer her 10-year-old son toward a brighter future

By Fr. Joe Maier, C.Ss.R., published in Bangkok Post, Spectrum, March 6, 2011

She still hangs on to that old photograph, faded and wrinkled after 25 years, of the cab of a long-haul truck. Dad's at the wheel and mum's snuggled beside him holding their baby, Bu Breo. Now 27 and with a 10-year-old son of her own, Ms Bu Breo phones her father often - says he's a gruff dad.

Before the troubles all those years ago, her mother rode with her father everywhere - riding shotgun. Mum said that her talking kept him from dozing off at the wheel. He didn't need ya ba to stay awake.

Recently, Bu Breo rode with her father again on a long-haul run. It was the first time for her son, Prab Pram. It was also the first time the boy had met his grandfather. Prab Pram boasts that he didn't get motion sickness and it was the first time he had been out of the "Slaughterhouse" Klong Toey slum for more than a few hours.

Bu Breo took him along because she was afraid she would go to prison, again, and her son - her only hope – would be abandoned, as she had been when her mother went to prison. She wanted him to know his grandpa, who would surely take care of him, and send him to the best school he could. He's in Grade 4 now, an honour student.

อ่านเพิ่มเติม...

วันศุกร์, 25 กุมภาพันธ์ 2554 10:23

Mercy Kids Perform at Music Festival
There is at least one wonderful advantage to life in a large family like ours.

After years of practice and study, our children have started their own Thai orchestra.

And for the past two years in particular their skills have become quite impressive. Professors from Mahidol College of Music have been providing professional instruction on a wide range of traditional instruments - from the Ranat (something like a zither) to the Khong Wong Yai (a large semi-circular Gong-chime played like a vibraphone). The results have been outstanding.

The Mercy Orchestra performed last week at the “Rhythm of Earth” World Music Festival in Bangkok to a very enthusiastic audience. (Photo gallery here.)
 world music festival - mercy kids

วันอังคาร, 15 กุมภาพันธ์ 2554 03:53

สวัสดีทุกคน,

พวกเรา (ผมและครอบครัวชาวศูนย์เมอร์ซี่) ต่างก็เคยสะดุดล้มลุกคลุกคลานในชีวิต เราไม่มีทางรู้ได้ว่าแต่ละวันจะมีเพลงใหม่ๆที่มีเนื้อร้องเช่นใดเข้ามา และไม่รู้ว่ายามพระอาทิตย์ที่ขึ้นในตอนเช้าและตกในตอนเย็นของแต่ละวันนั้นจะ มีเรื่องราวเป็นเช่นใด

แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็มีความสุข และจะขอชื่นชมยินดีกับทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้านำมาให้เรา บนโลกใบนี้ ภายใต้ท้องฟ้าแห่งนี้ เราเรียนรู้ที่จะมีความสุขและเบิกบานกับวันใหม่แต่ละวัน เหมือนเด็กๆทุกคนที่นี่ สวดมนต์ต่อพระเจ้าในทุกๆเส้นทางที่เราไป และช่วยเหลือเด็กคนอื่น

และนี่คือของขวัญวันวาเลนไทน์ที่เราขอมอบให้เพื่อนๆทุกคน วีดีทัศน์สั้นๆเล่าเรื่องราวชีวิตของเด็กๆที่นี่ ในโรงเรียนอนุบาลใจกลางชุมชนแออัด ยิ้มรับวันใหม่ทุกวันด้วยความชื่นชมยินดี (ชมวีดีทัศน์)

สุขสันต์วันวาเลนไทน์

บาทหลวงโจฯ คลองเตย กรุงเทพฯ

Lock 6 Mercy KIndergarten

Photo by Wang Eng Eng

วันพุธ, 09 กุมภาพันธ์ 2554 09:54

ร้านอาหารเบอร์เบิ้น สตรีทและออยส์เตอร์บาร์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล“บาทหลวงโจเซฟ ไมเอร์ และศูนย์เมอร์ซี่” ประจำปี ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่สนามกอล์ฟ รอยัล กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ ผู้สนใจสามารถลงสมัครเข้าแข่งขัน หรือให้การสนับสนุน ร่วมเป็นสปอนเซอร์ในกิจกรรมการกุศลครั้งนี้ หรือเข้าร่วมการประมูลหลังจบรายการแข่งขัน เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ โดยรายได้จากการแข่งขันทั้งหมดจะนำไปสร้างบ้านพักให้เด็กๆ และสนับสนุนโครงการการศึกษาในชุมชนแออัด ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์นี้ หรือที่เว็บไซต์ www.bourbonstbkk.com

วันพุธ, 09 กุมภาพันธ์ 2554 09:49
The Bourbon St. Restaurant and Oyster Bar is holding its 16th Annual “Fr. Joe Maier-Mercy Centre” Charity Golf Classic on Friday, March 11, at the Royal Golf & Country Club, 12 Noon, Shotgun. Please join us as a player and/or sponsor. Or you can contribute to the post-tournament auction. There are many ways you can help, and all proceeds will go for our children’s shelters and slum education programs. The link to more details is here. Or visit bourbonstbkk.com. Tele.: 02 259-0328/9.
วันเสาร์, 05 กุมภาพันธ์ 2554 04:52
This article originally appeared in Thai Day  newspaper– Aug. 18, 200 A link to the original article is here.

Loaning a lifeline

By Lim Li Min

A network of social workers in Klong Toey are replacing loan sharks with their hands-on help.

Klong Toey,  Thailand’s biggest urban slum, is comprised largely of rickety lean-tos. Some of these look onto fetid sewers; others have open doorways leading onto the area’s complicated tangle of sois. As children play in these densely populated streets, many a mother or a grandmother etches out a living through jobs such as selling noodles or mending clothes.

Malika Lertlumwan, a co-ordinator with the Women’s Group Credit Union (WGCU), an arm of the Human Development Foundation’s (HDF) Mercy Centre, knows every nook and cranny of these sois. She and other social workers have walked down these tiny lanes every day for the last few years. On her trips, Malika collects daily contributions from women who are paying back WGCU loans. Sometimes, she collects small sums that will go toward a family’s nest egg.

The social workers are not an unwelcome sight in the sois, as residents say the WGCU has provided a welcome alternative to the loan sharks that prey on their community. Since it was founded 12 years ago, the women’s group has helped fend off problems associated with the loan sharks, such as racketeering, intimidation, destruction of property and violence.

“People always know who they can go to if they need [quick] money,” says Malika. The Mercy Centre’s social workers estimate that more than 50 percent of Klong Toey’s families are in debt to loan sharks. Malika says some families have even fled the community to escape loan sharks, who may be living just a street or two away. Families who cannot pay their debts have had their valuables and property seized. Some are viciously attacked by large groups of gangsters.

อ่านเพิ่มเติม...

วันศุกร์, 04 กุมภาพันธ์ 2554 06:54

Yenakart School

คงเป็นการยากถ้าจะมองหาที่ตั้งของสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวันเรียนเย็นอากา ศเมอร์ซีบนแผนที่กรุงเทพฯ ด้วยทำเลที่ตั้งใจกลางย่านชุมชน ใต้สะพานข้ามไปฝั่งพระประแดง  แต่ทว่าบริษัทจักรยานนำเที่ยว ที่สร้างบรรยากาศผ่อนคลายกับการขี่จักรยานชมเมืองกรุงเทพฯ กลับมาสะดุดตาเข้ากับโรงเรียนเย็นอากาศแห่งนี้เมื่อหลายปีมาแล้ว และก้าวเข้ามาให้การสนับสนุนการดำเนินงานของเรามาโดยตลอดตั้งแต่นั้นมา วันนี้พวกเขาได้นำคณะทูตจากประเทศออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา ชิลี เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย และสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มาเยี่ยมชมโรงเรียนของเรา และมอบเงินสนับสนุนให้กับคณะครูโรงเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ในวันนี้ นักเรียนของเราได้ทำกิจกรรมมากมายเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็นร้องเพลง เต้นรำ และแน่นอน สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ฮูลาฮูป สร้างความสนุกสนานครื้นเครงให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก ส่วนภาพที่เห็นข้างล่างนี้เป็นช่วงที่เด็กๆกำลังเล่นตบแผะกันอย่างสนุกสนาน


yenakart 2

วันศุกร์, 21 มกราคม 2554 06:52

Archbishop of Bangkok

เมื่อเช้าวันที่ 8 มกราคม 2554 พระสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิชนำผู้แทนจากโบสถ์คาทอลิก 10 แห่งในกรุงเทพฯ ร่วมเดินการกุศลที่สวนลุมฯ เพื่อหารายได้สนับสนุนศูนย์เมอร์ซีของเรา กิจกรรมครั้งนี้มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วม ทั้งผู้ใหญ่และเด็กกว่า 1,000 คน ทั้งเด็กๆจากศูนย์เมอร์ซี และพ่อแม่อุปถัมป์ที่ศูนย์แห่งนี้ นอกจากนี้ หลังกิจกรรมเดินการกุศล ทางศูนย์ฯยังจัดให้มีการแสดงจากเด็กๆของเรา ไม่ว่าจะเป็นการสาธิตกีฬาเทควันโด การเล่นดนตรี และเต้นรำ เพื่อสร้างความบันเทิงให้ผู้มาร่วมงานอีกด้วย

ชมบรรยากาศความสนุกสนานในวันนั้นได้จากรูปถ่ายของเรา

Walk for Mercy

วันพุธ, 22 ธันวาคม 2553 11:11

Christmas Story Illustration

วันนี้เป็นวันคริสต์มาส ณ ชุมชนแออัดย่านคลองเตย พวกเราได้พยายามและทุ่มเทกันมาตลอดทั้งปีเพื่อตามหาพ่อแม่ของเด็กที่ถูกทอด ทิ้งเหล่านี้ เด็กๆที่มีศูนย์เมอร์ซีเป็นเหมือนบ้านของพวกเขา บ้านเพียงหลังเดียวที่เขาจำได้ พวกเขาอยากรู้ว่าตนเองมาจากไหน อยากมีความทรงจำในอดีตเหมือนคนอื่นๆ แม้จะเป็นความจริงอันเจ็บปวดและไม่น่าชื่นชมยินดีเลย แต่ถึงอย่างไรมันก็จะทำให้พวกเขาสามารถเล่าเรื่องราวของตนเองได้ และมีโอกาสได้กลับไปที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของเขา แม้จะเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆก็ตาม การตามหาบ้านที่แท้จริงของเด็กๆโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอันห่างไกลนั้นช่าง เป็นงานที่ยากลำบากจริงๆ และก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกันที่จะต้องตามหาพ่อแม่ของเด็ก ซึ่งไม่อยากเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความพยายามและตั้งใจจริงก็ทำให้พวกเราประสบผลสำเร็จมาแล้วหลายต่อหลาย ครั้ง

หากจะเปรียบก็คงเหมือนครอบครัวของพระเยซูคริสต์ที่ได้เดินทางออกจาก อียิปต์ เพื่อกลับบ้านของตน การเดินทางอันยาวไกลจากอียิปต์มุ่งหน้าสู่เมืองกาลิลีด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น งดงามแม้จะต้องเจ็บปวดและพบกับภยันอันตรายหลายต่อหลายครั้ง เช่นเดียวกับเราที่จะได้กลับบ้านในวันคริสต์มาสนี้

 และเนื่องจากวันนี้เป็นวันคริสต์มาสเราจึงขอถ่ายทอดเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์ดังต่อไปนี้

นี่เป็นเรื่องราวของโจเซฟ มารี และลูกน้อย...พระเยซูคริสต์  โจเซฟมีอาชีพเป็นช่างไม้รับจ้างเดินทางไปมาระหว่างหัวเมืองต่างๆในอียิปต์ เพื่อหางานทำเลี้ยงชีพ รับงานก่อสร้างทั้งงานไม้และงานหิน  ตามตำนานเล่าว่าโจเซฟและครอบครัวต้องหลบหนีออกจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมือง หนึ่งอยู่เสมอ สาเหตุก็เป็นเพราะทุกครั้งที่พวกเขาเดินผ่านรูปปั้นใดๆ ก็มักจะทำให้รูปปั้นเหล่านั้นพังทลายลงมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่ในขณะที่ผู้คนเหล่านั้นรู้สึกไม่พอใจและตามไล่ล่าครอบครัวของโจเซฟ แต่ฉันและคนอื่นๆที่กลับรู้สึกชื่นชมยินดี เพราะโจเซฟและครอบครัวได้ทำให้ดินแดนต่างๆที่พวกเขาเดินทางผ่านกลายเป็นสถาน ที่แห่งพระพร และอียิปต์เองก็ได้กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วยเหตุผลนี้

 เป็นเวลากว่าสองปีที่พวกเขาต้องคอยหลบหนีเอาชีวิตรอด เป็นเวลากว่าสองปีแล้วนับจากคืนแห่งความตาย ณ เมืองเบธเลเฮม คืนวันนั้นที่พระเยซูคริสต์ได้ถือกำเนิดขึ้น

 ในคืนนั้นทูตสวรรค์ได้บันดาลให้โจเซฟฝันถึงเหตุการณ์อันเป็นนิมิต เตือนให้รู้ล่วงหน้าว่าจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น  ขณะเดียวกันเฮโรดผู้ชั่วร้ายก็ได้ส่งลูกน้องที่โหดเหี้ยมที่สุดของตนให้มา ฆ่าพระเยซูคริสต์น้อยที่เพิ่งลืมตามาดูโลก ในตอนนั้นพระนางมารีก็ตื่นขึ้นด้วยสัญชาติญาณแห่งความเป็นแม่ จูบลูกน้อยเบาๆเพื่อปลุกให้ตื่น แล้วค่อยๆหนีออกมา ณ ช่วงเวลาแห่งความมืดมิดยามเที่ยงคืน ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและเสียงตะโกนแห่งความหวาดกลัว ในฝันของโจเซฟนั้น มีเสียงบอกเขาว่า “จงพาแม่ลูกคู่นี้ไปยังอียิปต์”

ตามตำนานเก่าแก่แห่งคริสต์ศาสนานั้นเล่าว่า ครอบครัวของโจเซฟออกเดินทางออกมาตามลำพังในคืนนั้น ไปตามเส้นทางที่เสี่ยงอันตรายในทะเลทรายเนเกฟ ด้วยความเชื่อและศรัทธาในพระเจ้า โดยมีดวงดาวเป็นผู้นำทาง หากจะเลือกใช้เส้นทางปกติที่ผ่านกาซ่า ก็กลัวว่าจะมีทหารที่กษัตริย์เฮโรดส่งมา ยืนถือดาบรอพวกเขาอยู่

เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนนับตั้งแต่วันที่โจเซฟเริ่มออกเดินทางจนเข้าสู่ อียิปต์ พวกเขาเปรียบเหมือนนักเดินทางแปลกหน้า อยู่ในดินแดนแปลกถิ่น ที่ตนไม่เคยรู้จัก โจเซฟและครอบครัวเดินทางไปเรื่อยๆด้วยความระมัดระวัง และไม่ไว้ใจผู้ใด

และในวันนี้ ถือเป็นวันครบรอบสองปีนับตั้งแต่วันประสูติของพระเยซูคริสต์ และแม้เวลาจะผ่านไปอีกหลายศตวรรษ ผู้คนก็ยังระลึกถึงความสำคัญของวันๆนี้ และเรียกว่าเป็นวันฉลองคริสต์มาส แต่ ณ คืนนั้น โจเซฟและครอบครัวยังเดินทางต่อไปตามลำพัง ไม่มีทูตสวรรค์มาขับขาน ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าบนสวรรค์ ไม่มีคนเลี้ยงแกะ ไม่มีโหราจารย์ทั้งสามที่นำทอง กำยาน และมดยอบมามอบให้เป็นของกำนัลแก่ทารกน้อย

โจเซฟไม่มีทั้งเงิน ไม่มีทั้งบ้าน เขาและครอบครัวต้องอาศัยที่พักคนงานใกล้ๆไซต์งานก่อสร้างเป็นที่พักชั่ว คราว  และเนื่องจากเขาไม่ใช่ชาวอียิปต์ จึงเป็นได้เพียงเป็นคนงานนอกเวลา คอยเสริมตำแหน่งที่ยังว่างและขาดคน ไม่มีอัตราค่าจ้างที่แน่นอน นอกจากเท่าที่นายจ้างจะให้เท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไร จงยิ้มไว้...โจเซฟ...คนต่างถิ่นในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ชาวต่างชาติที่มารับจ้างเป็นคนงานก่อสร้างในเขตทหารของอียิปต์หรือโรมัน

โจเซฟเดินทางมุ่งหน้าไปยังกรุงไคโรเก่า ที่ซึ่งอีกหลายร้อยปีหลังจากนั้นจะถูกบูรณะและสร้างขึ้นใหม่ กลายเป็นกรุงไคโรอย่างในปัจจุบัน  กรุงไคโรเก่าตั้งอยู่ในแม่น้ำไนล์ โจเซฟเคยได้ยินมาว่าที่นั่นมีงานประจำให้กับช่างไม้มืออาชีพอย่างเขา ตำนานหลายฉบับที่เล่าต่อกันมายืนยันตรงกันว่าโจเซฟและครอบครัวตัดสินใจอาศัย อยู่ที่กรุงไคโรเก่าต่อไปอีกสองสามปี ด้วยการรอคอย และสวดอ้อนวอนให้ทูตสวรรค์มาบันดาลให้เกิดความฝันกับเขาอีกสักครั้ง โจเซฟเฝ้ารอนิมิตที่จะบอกให้เขารู้ว่าถึงเวลากลับบ้านแล้ว

ตามตำนานกล่าวว่า หลังจากนั้นต่อไปอีกห้าปี ขณะที่ยังอยู่ในอียิปต์ โจเซฟได้ฝันถึงนิมิตบอกเหตุอีกครั้ง ในฝันนั้นกษัตริย์เฮโรดผู้โหดเหี้ยมได้สิ้นพระชนม์ลง พระนางมารีเองก็ได้ยินข่าวลือเรื่องนี้มาจากตลาดเช่นเดียวกัน

โจเซฟและมารีปรึกษากัน และสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาได้ข้อสรุปว่าถึงเวลาแล้วที่น่าจะพาลูกกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย บ้านในกาลิลี บ้านของพวกเขา ญาติพี่น้อง และบรรพบุรุษ

 การเดินทางกลับสู่บ้านในกาลิลีใช้เวลาอีกหนึ่งเดือน พวกเขานั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำไนล์ ขี่ลา แล้วเดินเท้าต่อไปอีก โจเซฟและครอบครัวยังคงเดินทางด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เลือกใช้เส้นทางอ้อม แทนที่จะผ่านเมืองใหญ่อย่างเยรูซาเล็ม หรือนาซาเร็ธ จนมาถึงบ้านในที่สุด ทันทีที่ญาติพี่น้อง และสมาชิกในครอบครัวได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง ทุกคนต่างก็ซาบซึ้ง ร้องไห้ด้วยความปลื้มปิติ แล้วผลัดกันเล่าเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมาของแต่ละคน ใครจากไป ใครมีสมาชิกใหม่ในครอบครัว พวกเขาเหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งหลังจากที่ต้องจากกันไปถึงหกปี

 และเราขอใช้เรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์นี้เพื่อต้อนรับพวกคุณทุกคนที่มา เยือน ยินดีต้อนรับสู่บ้านเมอร์ซีอีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่า “ศูนย์เมอร์ซี บ้านแสนวิเศษของพวกคุณ” แห่งนี้ คือ สถานที่แห่งความทรงจำที่เต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจของคุณทุกคน ความทรงจำอันแสนหวานที่มักมีความทุกข์เจือปนอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ขอให้เราทุกคนจงกลับบ้านของตน จากที่ๆพวกคุณอยู่ และที่นี่บ้านของพวกเรา หากโชคดี เราอาจได้พบโจเซฟ พระนางมารี และพระเยซูคริสต์พระองค์น้อย กำลังก้าวเดินไปตามทาง หรือคุณอาจได้พบเด็กที่ถูกทอดทิ้งอยู่ข้างถนน บางทีพวกเขาอาจเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระเยซูคริสต์ก็ได้ จงกอดพวกเขาไว้ แล้วอวยพรให้เขามีความสุขในวันคริสต์มาสนี้